อีกทางเลือกสร้างสรรค์ เพื่อการสะสม
ก่อนเป็น บางกอกบุคคลัภย์
หลังจากเริ่มต้นทำหลังจากเริ่มต้นทำความรู้จักและหัดซื้อหนังสือเก่าเป็นเล่มแรกเมื่อต้นปี 2546 โลกในยามว่างของ นักอ่าน คนหนึ่งก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปจากโลกที่คุ้นเคยโดยสิ้นเชิง แผงพระเครื่องและโรงภาพยนตร์ใกล้บ้านที่เคยแวะเวียนไปเสมอ ๆ ก็กลับห่างเหินอย่างน่าใจหาย ชุด CD ของ Ry Cooder และ Art Tatum ที่เคยหยิบจับขึ้นมาชื่นชมแทบไม่เว้นวัน ก็ถูกทิ้งให้เปลี่ยวดายอยู่บนชั้นวาง แหล่งเดียวที่จะพบ นักอ่าน คนนั้นในยามว่างได้ กลับกลายเป็น กองหนังสือเกรอะคราบฝุ่นในร้านหนังสือเก่า ๆ - - ร้านใดร้านหนึ่ง ที่ นักอ่าน คนที่ว่าบังเอิญผ่านไปพบเจอ
ความร้อนอุดอู้ในร้านหนังสือเก่าดูจะมีเสน่ห์ยวนใจกว่าความเย็นฉ่ำสดชื่นใน Major Cineplex คราบฝุ่นเลอะดำที่เปื้อนมือจากการรื้อค้นหนังสือ ก็ดูจะน่ารักน่าใคร่กว่าคราบเกลือจากการล้วงกำ Pop Corn บนเก้าอี้บุนวม
กว่าจะรู้ตัวอีกที - - หนังสือเก่า 1 เล่ม เมื่อต้นปี 2546 ก็ผลิดอกออกช่อกลายเป็นหนังสือกว่าหมื่นเล่มกองเต็มบ้านในกลางปี 2547
เมื่อวันทั้งวัน และคืนทั้งคืน ล้วนแล้วแต่แวดล้อมไปด้วยหนังสือ ความคิดเรื่อง การมีร้านหนังสือเป็นของตัวเอง จึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย ยิ่งเมื่อได้แรงยุจาก Used and Rare งานเขียนของ Nancy และ Lawrence Goldstone ที่เล่าเรื่องการผจญภัยในร้านหนังสือเก่าได้น่ารักน่าชัง กับ Book Row หนังสือเล่มโตของ Marvin Mondlin กับ Roy Meador ที่บอกเล่าวิถีชีวิตของร้านหนังสือเก่าบน 4th Avenue แห่งมหานครนิวยอร์คไว้อย่างสุดแสนโรแมนติค
รู้ตัวอีกที นักอ่าน คนนั้น ก็ได้มายืนปัดฝุ่นหนังสืออยู่ใน บางกอกบุคคลัภย์ ร้านหนังสือเล็ก ๆ ร้านนี้เสียแล้ว
ทำไมต้อง บางกอกบุคคลัภย์
ชื่อร้านที่ดูยืดยาวและเฉิ่มเชยเกินความจำเป็นนี้ ได้มาจากเงื่อนไข 2-3 ข้อ ที่เจ้าของร้านกำหนดขึ้นเองตอนคิดชื่อร้าน
(1) ชื่อร้านทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษต้องเป็นชื่อเดียวกัน แม้เขียนต่างภาษา แต่ต้องอ่านออกเสียงเหมือนกัน
(2) เมื่อเขียนชื่อภาษาไทย ต้องเป็นคำที่ดูเป็นไทย และมีความหมายในภาษาไทย ในทำนองเดียวกัน เมื่อเขียนชื่อภาษาอังกฤษ ก็ต้องเป็นคำที่มีความหมายในภาษาอังกฤษ แต่ทั้งสองชื่อต้องมีความหมายเดียวกัน
(3) ความหมายของชื่อร้านต้องเกี่ยวพันกับหนังสือ คนที่ไม่เคยรู้จักร้าน เมื่อเห็นชื่อร้านก็พอเดาได้ว่าเป็นร้านหนังสือ และถ้าเป็นชื่อที่มีนัยเกี่ยวพันถึงอาชีพประจำของเจ้าของร้านด้วยก็ยิ่งดี
หลังจากนั่งคิดนอนเลือกอยู่สองสัปดาห์และคัดชื่อทิ้งไปหลายสิบชื่อ ชื่อยาว ๆ ชื่อหนึ่งที่ฟังดูโบราณเกินกว่าจะมีใครเอามาใช้เป็น URL ในโลกออนไลน์ได้ ก็ดูโดดเด่นขึ้นมา
ลองอ่านออกเสียงก็ฟังก็ดูเข้าเค้า - - เหมือนมี Rhyme อยู่ในชื่อนั้นด้วย
บาง-กอก-บุก-คะ-ลับ / bang-kok-book-club - - - อืมม
บุคคลัภย์ นั้น เป็นคำที่กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัยทรงบัญญัติขึ้นใช้แทนคำว่า Bookclub ในภาษาอังกฤษ และได้ใช้เป็นชื่อของธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของคนไทยที่เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อปี 2447 ทั้ง "ความ" และ "เสียง" สอดคล้องกับเงื่อนไขที่ตั้งไว้ เมื่อผนวกเข้ากับ บางกอก ก็ได้ชื่อร้านที่เขียนเป็นสองภาษาได้อย่างไม่ขัดเขิน และได้บรรยากาศโบราณแบบเชย ๆ ตามความประสงค์เจ้าของร้าน
หลังจากนำชื่อนี้ไปสอบถามความเห็นจากบรรดาคนใกล้ตัว และได้รับการตอบรับด้วยอาการขมวดคิ้วและส่ายหัวอย่างพร้อมเพรียงตามความคาดหมาย ชื่อ บางกอกบุคคลัภย์ ก็ถูกนำไปจดทะเบียน URL และ e-commerce โดยพลัน
และ บางกอกบุคคลัภย์ ก็ถือกำเนิดในโลกออนไลน์นับแต่นั้น
ก่อนวันเปิด บุคคลัภย์
แม้ บางกอกบุคคลัภย์ จะจดทะเบียน URL ตั้งแต่เมื่อปลายปี 2547 แต่ร้านก็ไม่ได้เริ่มเปิดทำการในทันที ด้วยเจ้าของร้านมัวแต่เอ้อระเหยจัดร้านอยู่นั่นแล้ว และแทนที่จะใช้เวลาจัดหนังสือในส่วนที่จะจำหน่าย ก็มัวไปจัดหนังสืออยู่แต่ในส่วนนิทรรศการ ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับผู้ผ่านไปผ่านมาได้ทำความรู้จักกับหนังสือที่ควรค่าแก่การสะสม ข้อมูลที่ว่าก็ค่อย ๆ ค้นไปเติมไป โดยอาศัยเวลาว่างหลังเลิกงานวันละเล็กละน้อย และตั้งใจจะต่อเติมไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเสร็จหมดทุกนิทรรศการ หลังจากนั้นถึงจะจัดหนังสือที่จะจำหน่ายลงให้ครบทุกหมวดหมู่ เมื่อจัดการทุกอย่างพร้อมหมดแล้วถึงจะเปิดร้านให้บริการ
จนถึงกลางปี 2548 มีเพียงนิทรรศการเดียวที่ทำเสร็จ ส่วนนิทรรศการอื่นลงภาพหนังสือได้บางส่วน แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือ กำลังคิด ๆ อยู่ว่า ระยะเวลาเตรียมร้านที่กะไว้ 1 ปี อาจจะต้องเลื่อนออกไปอีกซัก 6 เดือน
แต่เจ้าของร้านประเมินศักยภาพของ search engine ในโลกออนไลน์ต่ำเกินไป
ร้าน บางกอกบุคคลัภย์ ซึ่งพยายามซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ เริ่มมีผู้แวะเข้ามาเยี่ยมเยียนโดยไม่คาดหมาย และหนึ่งในนั้น คือ สหายฮุย จาก ร้านสุหนังสือเก่า ซึ่งไม่เพียงแวะเข้ามาเยี่ยมเยียนเป็นกำลังใจ หากยังเอื้อเฟื้อทำ Link ให้ถึงหน้าร้านอีกต่างหาก
สะพานเชื่อมจาก ร้านสุหนังสือเก่า นำพาผู้คนมากหน้าหลายตาเข้ามายืนอออยู่หน้าร้านจนแน่นขนัด หลายคนยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกของร้านทันที ทั้งที่ในร้านยังไม่มีหนังสืออะไรจำหน่ายเลยสักเล่ม หลายคนเดินดูบรรยากาศรอบร้าน แล้วเอ่ยปากอยากสนับสนุน หลายคนส่งยิ้มให้เป็นกำลังใจโดยไม่พูดอะไร แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เจ้าของร้านรู้สึกละอายใจ และอยากจะทำอะไรที่มากกว่าเพียงการก้มหน้าก้มตาจัดห้องนิทรรศการต่อไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้
ในที่สุด เจ้าของร้านตัดสินใจยุติการจัดห้องนิทรรศการไว้ก่อน และเริ่มจัดหนังสือที่จะให้บริการจำหน่ายลงร้านตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2548
และนั่นคือวันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการของ บางกอกบุคคลัภย์
บุคลิกแบบ บุคคลัภย์
กิจการร้านหนังสือ บางกอกบุคคลัภย์ เป็นเพียงงานอดิเรกในยามว่างของเจ้าของร้าน (ซึ่งมีภารกิจประจำเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินภาครัฐแห่งหนึ่ง) การดำเนินกิจการของร้านจึงขึ้นอยู่กับ เวลาว่าง (ซึ่งหาได้ยากเต็มที) ของเจ้าของร้านเป็นสำคัญ และส่งผลให้เกิดบุคลิกเฉพาะตัวของร้านบางประการ ดังนี้
(1) ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนในการจัดหนังสือลงร้าน ว่างเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น บางคราวไม่ลงหนังสือเลยเป็นเดือนเพราะเจ้าของร้านไม่มีเวลาว่าง ก็มีให้เห็นออกบ่อย
(2) แม้จะพยายามจัดหนังสือลงร้านอย่างเต็มกำลัง แต่เนื่องจากหนังสือส่วนใหญ่ถูกจำหน่ายออกไปแทบจะในทันทีที่ลงร้าน จึงมีหนังสือหลงเหลือในร้านน้อยเล่มเต็มที และความฝันของเจ้าของร้านที่จะจัดหนังสือลงให้ครบทุกหมวด จึงยังคงเป็นเพียงความฝันอันเลื่อนลอยต่อไป
(3) ด้วยเจ้าของร้านต้องปฏิบัติภารกิจประจำระหว่างวัน ทางร้านจึงไม่สามารถจัดส่งหนังสือได้ทันทีที่ได้รับแจ้งการโอนเงิน แต่จะจัดส่งได้ภายในวันรุ่งขึ้นเป็นอย่างเร็ว - - หากการจัดส่งหนังสืออย่างรวดเร็วเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับท่าน การใช้บริการจาก บางกอกบุคคลัภย์ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
เงื่อนไขการจัดส่งหนังสือข้างต้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับเวลาว่างของเจ้าของร้าน โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในหน้า วิธีการชำระเงิน อีกครั้งหนึ่ง
บางกอกบุคคลัภย์ กับหนึ่งปีที่ผ่านไป
หนึ่งปีที่ผ่านมา เป็นหนึ่งปีที่เจ้าของร้านมีเวลานอนน้อยที่สุดนับแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลก บางคราวเลิกงานกลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน ต้องนั่งห่อหนังสือถึงเช้าแล้วออกไปทำงานต่ออีก หากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไปในรูปนี้ ไม่ร้านก็เจ้าของร้านคงต้องจบเห่ก่อนเวลาอันควรโดยมิพักต้องสงสัย
ย่างก้าวขึ้นสู่ปีที่สอง บางกอกบุคคลัภย์ จึงตั้งข้อปวารณาที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองในบางประการ ดังนี้
(1) ยอมรับความจริงว่าตัวเองมีข้อจำกัดทั้งด้านอัตรากำลังและเวลา ไม่สามารถแข่งขันด้านความรวดเร็วในการจัดส่งหนังสือกับใครอื่นได้ และจัดตารางเวลาในการทำร้านให้เหมาะสมกับเวลาว่างที่มี ไม่ใช่เอาเวลาที่ควรพักผ่อนมาทำร้านอย่างหนึ่งปีที่ผ่านมา จนมีผลกระทบทั้งกับงานประจำและสุขภาพ
(2) จำหน่ายหนังสือแต่น้อย และใช้เวลาไปเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนนิทรรศการ บทความ และ webboard ให้มากขึ้น เพื่อให้ร้านมีข้อมูลถาวรที่อาจเป็นประโยชน์ในวงกว้าง มากกว่าการจำหน่ายหนังสือไม่กี่เล่มที่อาจเป็นประโยชน์เพียงวงจำกัด
บางกอกบุคคลัภย์ ปีสอง อาจไม่ใช่ร้านหนังสือในแบบที่นักอ่านทั่วไปคาดหวังจะเห็น แต่จะเป็นร้านหนังสือในแบบที่เจ้าของร้านอยากเห็น เราจะฝืนตัวเองน้อยลง และทำสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเจ้าของร้านมากขึ้น
(3) หาเวลาพักผ่อนให้มากขึ้น ท่องเที่ยวและทำกิจกรรมนอกบ้านให้มากขึ้น ปล่อยกองหนังสือที่บ้านให้มันพอกพูนเติบโตไปตามธรรมชาติ หากมันจะทะลุหลักสามหมื่นเล่มในปี 2550 (ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นเช่นนั้น) - -
- - ก็ช่างมันเถอะ
(12 สิงหาคม 2549)
บางกอกบุคคลัภย์ ขอขอบคุณ...
♥ ร้านสุหนังสือเก่า ผู้พิสูจน์ให้เห็นเป็นเจ้าแรกว่า "ร้านหนังสือมือสอง online" เป็นธุรกิจที่เป็นไปได้ หากตั้งใจทำด้วยความจริงใจ โปร่งใส และซื่อสัตย์
♥ เฮียเก๋า ผู้เฒ่าอารีแห่งร้านหนังสือแสงเจริญ พ่อค้าอะไร...ใจดี๊...ใจดี
♥ อำนวย จริงจิตร กัลยาณมิตรผู้จริงใจ และบรรณาธิการหนุ่มไฟแรงแห่งสำนักพิมพ์ "คอหนังสือ"
♥ Professor Jenny Edwards แห่ง University of Technology, Sydney เจ้าของผลงานภาพถ่ายร้านหนังสือเก่าแห่ง San Gines ที่สุดแสนจะโรแมนติคด้านบน