อุตตมสงฆ์ฟาเหียน : บันทึกการเดินทางสืบพระศาสนาในประเทศอินเดีย รหัสสินค้า: 003586 สั่งซื้อและชำระเงินแล้ว ผู้แต่ง: ภิกษุฟาเหียน ผู้แปล: โกษากร ประภาศิริ (พระยาโกษากรวิจารณ์) ครั้งที่พิมพ์: พิมพ์ครั้งแรก ปีที่พิมพ์: พ.ศ.2490 สำนักพิมพ์: องค์การศาสนประทีป รูปเล่ม: ปกแข็งสอดสี กระดาษปรู๊ฟ จำนวนหน้า: 168 หน้า สภาพ: ดีมาก, แต่หน้าคำปรารภพิมพ์ไม่ติดครึ่งหน้า (เป็นตำหนิจากโรงพิมพ์) รหัสคลังสินค้า: O-05-01
รายละเอียด:
" ... ภิกษุฟาเหียน หรือเรียกอย่างง่าย ๆ ว่า หลวงจีนฟาเหียน ได้เดินทางจากประเทศจีนมายังประเทศอินเดียเมื่อปลายยุคตั้งจิ้นในพงศาวดารจีน คิดระยะเวลามาจนบัดนี้ ก็ล่วงมาได้เกือบ 1,550 ปี เทียบกับพงศาวดารอินเดียในยุคเดียวกัน ตกในรัชชสมัยของพระเจ้าจันทรคุปตที่ 2 ในราชวงศ์คุปต หลวงจีนฟาเหียนเวลานั้นมีอายุได้ 25 ปี ได้เดินบกจากประเทศจีนมาประเทศอินเดีย ต้องข้ามทะเลทรายและขึ้นเขาลงห้วยมาในทางทุรกันดารตลอดทางหลายปีจนลุถึงอินเดีย เข้าทางแคว้นคันธาราษฏร์ คือทางประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบันนี้ ที่หลวงจีนฟาเหียนมาคราวนั้น ต้องการจะสืบหาคัมภีร์พระไตรปิฎกเพื่อนำเอาไปประเทศจีน เมื่อถึงกรุงปาฏลีบุตรแล้ว พักอาศัยศึกษาพระธรรมวินัยอยู่สามปี รวบรวมและคัดลอกคัมภีร์ได้สมความปรารถนาแล้ว ก็โดยสารเรือไปลังกา ออกจากลังกาข้ามทะเลผ่านมาแวะที่เกาะชวา แล้วจึงออกจากชวาไปประเทศจีน รวมเวลาตั้งแต่ออกจากประเทศจีนจนกลับไปถึงราว 14 ปี
หลวงจีนฟาเหียนได้เล่าเรื่องความเป็นไปของพระพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์ในสมัยนั้นไว้ในบันทึกการเดินทางของท่านมาก ตลอดจนวิธีการปกครองของกษัตริย์ในราชวงศ์คุปตและที่อื่น ๆ ซึ่งหลวงจีนฟาเหียนแวะและผ่านมาก็เล่าไว้ด้วย นอกจากเรื่องราวทางศาสนาในอินเดียยุคนั้น นักปราชญ์โบราณคดีและประวัติศาสตร์ยังได้อาศัยบันทึกการเดินทางของหลวงจีนฟาเหียนนี้เป็นแนวทางสำหรับสอบสวนค้นคว้าเรื่องโบราณคดีของอินเดีย และเรื่องของประเทศที่อยู่ถัดอินเดียมาทางตะวันออก มีประเทศในแหลมอินโดจีนและประเทศอินโดเนเซีย คือ ชวา และมลายู เป็นต้น ในระยะเวลาตอนเดียวกันได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น บันทึกการเดินทางของหลวงจีนฟาเหียนจึงมีคุณค่าในทางความรู้มากมาย
หนังสือเรื่องนี้ พระยาโกษากรวิจารณ์ได้แปลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ.2482 แต่ยังไม่มีโอกาสได้ตีพิมพ์ ต่อมาเมื่อองค์การศาสนประทีปได้ทราบ จึงขอรับไปตีพิมพ์ ซึ่งเป็นการช่วยให้หนังสือนี้แพร่หลายสมดังความมุ่งหมายของกรมศิลปากร จึงอนุญาตให้ไปจัดการตีพิมพ์ได้ตามประสงค์ ..."
(บางส่วนจากคำนำ โดย พระยาอนุมานราชธน ในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร ในขณะนั้น) 14/01/2551 (update 06/05/2008) |