อนุสรณ์ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร รหัสสินค้า: 003879 จำหน่ายแล้ว ผู้แต่ง: ม.จ.สิทธิพร กฤดากร และคนอื่น ๆ ครั้งที่พิมพ์: รวมเล่มพิมพ์ครั้งแรก ปีที่พิมพ์: พ.ศ.2514 สำนักพิมพ์: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย รูปเล่ม: ปกอ่อน กระดาษปอนด์ จำนวนหน้า: 429 หน้า สภาพ: ดี, สันปกด้านล่างมีรอยกระแทก และเจ้าของเดิมใช้เทปกาวใสปิดไว้ที่ขอบสัน, ภายในเรียบร้อยเหมือนใหม่ รหัสคลังสินค้า: B-01-01
รายละเอียด: <p> ... เริ่มต้นในปี 2463 บังเอิญมีข้าราชการชั้นอธิบดีกรมใหญ่กรมหนึ่งสมัครโดยลำพังที่จะสละตำแหน่งสูง โดยกราบบังคมทูลลาออกจากราชการเพื่อจะได้ไปประกอบการกสิกรรมตามแบบสมัยใหม่ ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนโดยมากเห็นว่าเป็นการกระทำของคนที่ไม่บ้าก็บอ คนที่ไม่บ้าก็บอนั้นคือข้าพเจ้าเอง ทั้งนี้ เพราะข้าพเจ้าบังเอิญได้ภรรยาที่เป็นลูกเจ้าของที่ดินชายทะเลแห่งหนึ่งที่ได้เริ่มปลูกมะพร้าวไว้ตามชายหาด เป็นที่ถูกใจน่าอยู่อย่างยิ่ง และบังเอิญภรรยาก็เห็นพ้องด้วย ซึ่งเป็นที่แปลกใจของเพื่อนฝูงไม่น้อย เพราะการที่ทิ้งกรุงเทพฯ ซึ่งถือกันเสมือนแดนสวรรค์ หอบลูกเล็กสองคนไปอยู่ที่ ๆ ห่างไกลมดหมอ ดูเสมือนเป็นการกระทำของคนที่ไม่บ้าก็บอเหมือนสามีนั่นเอง ... - (คำปราศรัยจากฟาร์มบางเบิด)<br /><br /> ... ในทำนองเดียวกัน ถ้าชาวนาของเรามีความรู้ มีความฉลาดอย่างพวกกรรมกรอังกฤษ และช่วยกันเองโดยสละเงินกันครอบครัวละ 1 บาทเท่านั้น ก็จะได้กองทุนถึง 3 ล้านบาท ที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งให้มีผู้แทนในสภาได้ แต่ชาวนาส่วนมากที่สุดไม่รู้อะไรเลย ถึงจะรู้บ้าง ก็จะไม่เต็มใจสละแม้แต่ 1 บาท เพราะไม่ไว้ใจว่าเงินที่ออกไปนั้น จะได้ใช้เป็นประโยชน์ของพรรค เกรงว่าพวกผู้นำของพรรคจะเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสียมากกว่า ... - (การเลือกตั้ง พรรคการเมือง)<br /><br /> ... เพราะเหตุใดข้าพเจ้าจึงปลงใจออกไปอยู่ฟาร์ม เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าเห็นพ้องด้วยกับหม่อมเจ้าสิทธิพรในข้อที่ว่า วันหนึ่งไทยหนุ่มข้างหน้าจะต้องหันหากสิกรรมเป็นทางเลี้ยงชีพกันเป็นพื้น ความคิดอันนี้บังเกิดขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2459 หม่อมเจ้าสิทธิพรยังรับราชการอยู่ ขณะนั้นเรามีบุตรชายคนหนึ่งที่จะต้องนึกถึง ว่าอีก 20 ปีข้างหน้าเขาก็จะเป็นหนุ่มใหญ่ เราจะทำอะไรกับเขา เขาจะเป็นเจ้าของสวนนาหรือบ้านก็ไม่ได้ เพราะเราไม่มีของเหล่านี้ เขาจะรับจำนำกินดอกเบี้ยก็ไม่ได้ เพราะเงินนอนเราไม่มี ทุกวันนี้อาศัยเงินรัฐบาลเลี้ยงชีพอยู่ ถึงแม้จะมากก็เป็นหนทางที่บุตรหรือภรรยาจะสืบต่อไม่ได้ เขาจะเป็นข้าราชการหรือ โอกาสนั้นก็น้อยเต็มที เขาจำเป็นจะต้องหาเลี้ยงชีพทางอื่นอยู่เอง และในอาชีพทั้งหลาย เราพอใจจะให้บุตรเราเป็นกสิกรมากกว่าอื่น ...<br /><br />... วันที่ 4 มีนาคม พุทธศักราช 2463 ข้าพเจ้าออกเดินทางพร้อมด้วยสามีและบุตรย่อม 2 คน ชายอายุ 3 ขวบครึ่ง หญิงอายุ 9 เดือน กับคนใช้ 2 คน อพยพกันไปอยู่ฟาร์ม ณ ตำบลบางเบิด ...<br /><br />ข้าพเจ้าไม่เงียบ เพราะข้าพเจ้าไม่รู้สึกเดือดร้อนด้วยความเงียบ ข้าพเจ้าเคยอยู่ในที่แน่นหนาฝาคั่งเกือบตลอดชีวิต ได้มาประสบความเงียบชนิดนี้ เต็มไปด้วยของใหม่ต่าง ๆ ที่น่าดู น่ารู้ ล้อมรอบด้วยสิ่งที่ธรรมชาติให้บังเกิดมาตามธรรมดาของเขา และทั้งที่เราได้เพาะปลูกขึ้นและเลี้ยงไว้ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เพลินทั้งนั้น<br /><br />ข้าพเจ้าไม่เหงา งานมีทำถมไป บุตรก็มีเลี้ยง 2 คน (บัดนี้ไปโรงเรียนเสียคนหนึ่งแล้ว เงียบไปมาก) ... นอกจากงานที่ใกล้ ๆ บ้าน คือ ดูไก่และสวนผัก เมื่อมีเวลาว่าง ข้าพเจ้าก็หาโอกาสออกไปดูไร่ที่สามีข้าพเจ้าปลูกทำไว้เพื่อจะได้ดูกิจการไว้บ้าง เพื่อประโยชน์เวลาที่สามีจะต้องไปจากบ้านหรือเจ็บป่วย ก็พอจะช่วยดูแลทำในเวลาคับขัน และทั้งเพื่อจะได้มีเรื่องพูดจาให้ลงรอยกัน ท่านต้องเข้าใจว่าระหว่าง 5 ปี นอกจากเรา 2 คนที่จะพูดจากกันได้ ไม่มีเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่จะไปมาหาสู่ ถ้าพูดกันไม่ลงรอยก็จะรู้สึกเหงามาก ... - (ชีวิตและหน้าที่ของสตรีที่ฟาร์มสมัยใหม่ โดย หม่อมศรีพรหมา กฤดากร)<br />_____________________________________________________________________<br /><br />จัดพิมพ์โดยสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย เพื่อเป็นอนุสรณ์เนื่องในวาระที่ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ทรงสิ้นชีพตักศัย เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2514 ประกอบด้วยบทความทั้งที่เป็นงานนิพนธ์ของท่านเอง , ของบุคคลใกล้ชิด ตลอดจนพระประยูรญาติและบุคคลสำคัญของประเทศที่ได้มีโอกาสเฝ้าแหนหรือทำงานร่วมกับท่าน อาทิเช่น กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร, นายป๋วย อึ๊งภากรณ์, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ฯลฯ<br />_____________________________________________________________________<br /><br />" ... คุณสมบัติแต่ละอย่างที่มีอยู่ในองค์ของ ม.จ.สิทธิพร นั้น ถ้าใครได้มีอยู่ในตนบ้าง ก็นับว่าเป็นมงคลอย่างยิ่งอยู่แล้ว แต่นี่ทรงประมวลคุณธรรมนั้น ๆ อยู่ในองค์เองจนเกือบจะพร้อมบริบูรณ์ หากยังทรงดำรงชีพอยู่ต่อไป คนรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสรู้จัก เฝ้าแหน สนทนา เพื่อรู้ได้ด้วยตัวเองว่า อัจฉริยะเช่นนี้เอง ที่เราต้องการเป็นอย่างมาก นักเสียสละเช่นนี้เอง ที่ช่วยผดุงชาติไทยและสังคมไทยไว้ไม่ให้สูญหายล่มจมไป ไม่ใช่นักการเมือง นักการทหาร นายธนาคาร นักธุรกิจการค้า นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้ที่มีชื่อเสียงยศศักดิ์และอำนาจวาสนาอยู่ในสังคมดอก ที่เราเป็นหนี้บุญคุณ ... เราเป็นหนี้บุญคุณคนอย่าง ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ต่างหาก และที่เราเป็นหนี้ท่าน ไม่ใช่เพราะชาติวุฒิของท่าน หรือวัยวุฒิของท่าน หากเพราะคุณวุฒิ ซึ่งทั้งบริสุทธิ์ สะอาด และปราศจากตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งการกระทำขององค์ท่านก็มิได้เป็นไปเพื่อองค์เอง หากเพื่อต่อสู้เรียกร้องต้องการความยุติธรรมในสังคมโดยแท้ ..." - ( ส.ศิวรักษ์ )</p> |